กุฏิพระสงฆ์

กุฏิพระสงฆ์

          พระผู้เป็นอริยสงฆ์ หมายถึงพระสงฆ์ผู้บรรลุธรรมสามารถลดละกิเลส ในจิตใจแบ่งตามลำดับได้ ๔ ขั้นเรียงจากขั้นต่ำขึ้นไป คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระอริยสงฆ์ ๓ ขั้นแรก เป็นผู้บรรลุธรรมขั้นสูง ที่เรียกว่าโลกุตรธรรมอันหมายถึงธรรมะที่พ้นวิสัยของโลกมากน้อยตามลำดับ แต่ยังละกิเลสไม่หมดสิ้น ส่วนพระอริยสงฆ์ขั้นที่ ๔ คือพระอรหันต์สามารถขจัดกิเลสได้หมดสิ้นทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนา ประจำชาติ ผู้คนต่างยึดธรรมะและคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นข้อปฏิบัติในการดำเนินชีวิตมากบ้างน้อยบ้าง ตามความคร่งครัดของแต่ละบุคคล โดยมีพระสงฆ์ผู้เป็นสาวกรับฟังคำสอนของพระพุทธองค์แล้วนำไปปฏิบัติจนได้ผลและนำหลักธรรม คำสอนนั้นไปเผยแผ่ให้ผู้อื่นทราบด้วยพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งถูกเรียกว่า “พระอริยสงฆ์” จึงมีอยู่มากมายและเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนทั่วทุกแห่งหน พระอริยสงฆ์แต่ละท่านล้วนประกอบไปด้วยความเมตตากรุณาช่วยเหลือ พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าอบรมสั่งสอนให้ปฏิบัติในทางที่ถูกต้องตามหลักธรรมทางศาสนาและคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้

100_2293

Monk’s Living Quarters from Four Regions

          Buddhism is Thailand’s national religion so most people follow what the Lord Buddha taught and adapt Dhamma to match with their way of living. Monks are the ideal example of Buddhists who can successfully follow the footsteps of the Lord Buddha and disseminate precepts or Dhamma to other human beings. Monks preach to people and advise them about morality and goodness. They teach us to avoid doing bad things and urge us to do good things.

          Monks who have reached the enlightenment stage and who can shun away from negative things in the world are called “Phra Ariyasong.” Phra Ariyasong can control their minds to fight against greed and many other bad things. There are four stages of the state of Phra Ariyasong: Phra Sodaban means a person who knows goodness and does not want to go back down; Phra Sokkhathami means a person who will not do bad things anymore; Phra Anakami means a person who has won over sexual desire, has no need of sex anymore, but has something better, meaning he can sit with his eyes closed and can see anything, called countless happiness; lastly, is Phra Aurahan, meaning one who can achieve happiness on the Anakami level, who is not afraid of death, and has no ego all the time. Phra Ariyasong of these four stages can be found in many temples and monasteries throughout Thailand.

กุฏิพระสงฆ์ภาคกลาง

100_2243

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ

          พุทธศาสนิกชนมักกล่าวถึงท่านในนาม “สมเด็จโต วัดระฆังโฆสิตาราม” ถือกำเนิดในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๕ ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๙ ที่บ้านไก่จ้น (ท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา เมื่อท่านเป็นเด็กรูปร่างแบบบาง ผู้ใหญ่จึงตั้งชื่อให้ตรงกันข้ามว่า“โต” กล่าวกันว่า ขณะที่ท่านยังเป็นทารก มารดาพาท่านไปพักอยู่ที่ ตำบลไชโย จังหวัดอ่างทอง ต่อมาจึงได้ย้ายมาอยู่ ที่บ้านบางขุนพรหม จังหวัดพระนคร(ในภายหลัง ท่านได้สร้างพระพุทธรูปใหญ่ ไว้ ณ ตำบลทั้งสาม เพื่อเป็นอนุสรณ์) กุฏิพระสงฆ์ภาคกลาง Monastis Cell in Central Region เป็นที่ ประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ญาโณทัย) เมื่อถึงวัยพอสมควรมารดาได้พามามอบตัว เป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณอรัญญิก เจ้าอาวาสวัด อินทรวิหาร ก่อนบรรพชาเป็นสามเณรใน พระพุทธศาสนาเมื่ออายุ ๑๒ ปี ได้ศึกษาเล่า เรียนอยู่ ณ วัดอินทรวิหาร จนหมด ความรู้ ของครูอาจารย์ แต่มีความประสงค์จะศึกษาภาษาบาลีและพระปริยัติธรรมต่อ ท่านเจ้าคุณ อรัญญิกจึงได้นำไปฝากอยู่กับ สมเด็จพระพุทธ โฆษาจารย์ (นาค) วัดระฆังโฆสิตาราม ครั้นเ มื่ออายุครบอุปสมบท พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เป็นนาคหลวง อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตน ศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุ เป็นพระอุปัขฌาย์ ให้ฉายาว่า “พรหมรังสี”

100_2248

100_2256

 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทัย) วัดสระเกศ กรุงเทพฯ

          พระนามเดิมว่า “อยู่” พระนามฉายาว่า “ญาโณทโย” ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๑๗ ใน รัชสมัย พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่เรือนแพหน้าวัดกัลยาณมิตร อำเภอ บางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี ได้รับ การศึกษาเบื้องต้น ที่สำนักของบิดา ต่อมาได้ ย้ายมาอยู่ สำนักของพระ อาจารย์ช้าง วัดสระเกศ ได้ทรงเล่าเรียนสืบมาจนกระทั่งบรรพชาเป็นสามเณร ศึกษา ภาษาบาลี ที่วัด สระเกศ ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวงจนได้เปรียญ ๔ ประโยค ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๗ ทรงได้รับอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดสระเกศ โดยมีสมเด็จพระวันรัต (แดง) วัดสุทัศน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นได้ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรม จนได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ เมื่อพระชนมายุ ๒๘ พรรษา ซึ่งนับแต่ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรม มาตั้งแต่ประโยคต้นจนถึงประโยคสุดท้ายคือ ประโยค ๙ ไม่เคยแปลตกเลย และทรงเป็นเปรียญ ๙ ประโยคองค์แรก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับ พระมหากรุณาธิคุณ ให้นำรถยนต์หลวงมาส่งถึงพระอารามเป็นพิเศษ และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน ครั้นสมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตติโสภณมหาเถร) ทรงสิ้น พระชนม์ ในปี พ.ศ.๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่ สมเด็จพระสังฆราช และประธานกรรมการมหาเถรสมาคม จวบจนเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ได้ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาให้ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

100_2253

          เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล เมื่อพระองค์ทรงได้รับการสถาปนาตำแหน่งแล้ว พระองค์ทรงบริหารการคณะสงฆ์ โดยมิทรงคำนึงถึง ความชราภาพ ทรงทำทุกอย่างเพื่อความสงบสุขของสังฆ มณฑล ทรงอุปถัมภ์ส่งเสริมการศึกษา พระปริยัติธรรม ทั้งแผนกบาลีและนักธรรม ตลอดจนทรงสนับสนุนพระ ภิกษุให้ออกไปทำการเผยแพร่ พระพุทธศาสนาทั้งในและ นอกประเทศ ทรงบูรณ ปฏิสังขรณ์ พระบรมบรรพตหรือ ภูเขาทอง วัดสระเกศ จนสำเร็จเรียบร้อย เป็นปูชนีย สถานทางพระพุทธศาสนาที่เป็นศรีสง่าแก่คนไทยมา จวบถึงปัจจุบัน

100_2254

Central Region Monk’s Living Quarters

          This is where the wax statues of the country’s most respected Pha Buddha Janto Phomrangsri and Somdej Ariyawongsakhatayan are situated.

Somdej Phra Puttajarn (Toh Prommarangsri)Wat Rakhang Khositaram Worawiharn, Bangkok

          Most Thai people recognize him by the short name “Somdej Toh.” Somdej Phra Puttajarn (Toh Prommarangsri) is a legend of the Rattanakosin Era. Even if he passed away more than 100 years ago, his name is still mentioned until now as his amulets are the most famous of all. Somdej Toh was born on 17 April 1788, during the reign of King Rama 1. Many kings favored Somdej Toh very much because he was good at teaching and preaching. He was very well versed in Dhamma, Buddhist principles, regulations, and precepts.

          He was a sagacious and intelligent monk and yet his conduct was rather eccentric. His mind was also full of generosity and mercy for poor people. He loved to live alone and lived his life peacefully and practiced Dhamma regularly. He passed away at the age of 85.

His Holy Highness the Supreme Patriarch Somdej Phra Ariyowongsakotayan (Yu Yanothai) Wat Saket Ratcha Wora Maha Wihan

          Somdej Phra Ariyowongsakotayan (Yu Yanothai) was born in Bangkokyai-Thonburi District, Bangkok, on 1 December 1874 during the reign of the King Rama V. Somdej Phra Ariyowongsakotayan received his first education from his own father and then started spending his life as a monk and studied “Pali” language at Wat Sa Ket. He received many Buddhism awards since he was 28. He was also the first monk to win “Pariean 9 Prayok”, the highest level of studying Pali language, during the reign of King Rama V. He was a magnificent monk at the time and whenever there were any religious rites or someone invited him to preach or teach about Buddhism, he would be taken by royal limousine to the temple. This tradition has been developed from generation to generation until now we have to provide a bus or car to take monks from the temple to the place where a religious rite takes place.

          Somdej Phra Ariyowongsakotayan was the “15th Sangkharaj” (His Holy Highness the Supreme Patriarch) in 1963 during the Rattanakosin Era. He passed away at the age of 91 in the year 1965. He was one of the model monks of the country who supported many religious education activities, developed and supported social activities, and supported the development and renovation of temples and monasteries, especially Wat Sa Ket, where he was the main drive for building the Golden Pagoda. It became one of the most significant examples of Buddhist architecture.

กุฏิพระสงฆ์ภาคเหนือ

100_2269

ครูบาศรีวิชัย สิริวิชโย วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

          ครูบาศรีวิชัย ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักบุญแห่งล้านนา ไทย เดิมชื่อเฟือน หรืออินท์เฟือน บ้างก็ว่าอ้ายฟ้าร้อง เนื่องจากในขณะที่ท่านถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๑ ที่หมู่บ้านปาง ต.แม่ตื่น อ.ลี้ จ.ลำพูน นั้น ปรากฏว่าเกิด พายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ท่านบรรพชา เป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๘ ปี ที่วัดบ้านปาง ซึ่งเป็นพระ อารามเล็กๆ ประจำหมู่บ้าน และอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดบ้านโฮ่งหลวง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูนเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒ มีพระครูสุมโณ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “สิริวิชโยภิกขุ” มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย เมื่ออุปสมบท แล้วได้ศึกษากรรมฐานและวิชาอาคม กับ ครูบาอุปละ วัดดอยแค อ.แม่ทา จ.ลำพูน (ปัจจุบันอยู่ ใน ต.เหมืองจี้ อ.เมือง จ.ลำพูน) เป็นเวลา ๑ พรรษา ก่อนกลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านปาง เมื่อได้รับ การแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาส ท่านจึงได้ย้ายวัดไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขาด้านทิศใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดใน ปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวก สามารถปฏิบัติธรรมได้ เป็นอย่างดี โดยได้ให้ชื่อใหม่ว่า วัดจอมศรีทรายมูลบุญเรือง แต่ชาวบ้าน ทั่วไปยังนิยมเรียกวัดบ้านปางตามชื่อหมู่บ้าน ท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยสงบเสงี่ยม เจียมตัว พูดน้อย งดฉันเนื้อสัตว์ ตั้งแต่อายุ ๒๖ ปี และฉันเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทยเล็กน้อย บางทีก็ไม่ ฉันข้าวเป็นเวลานานคงฉันเฉพาะลูกไม้หัวมันเท่านั้น ขณะที่ท่านได้เดินทาง ธุดงค์ ไปทั่วแผ่นดินล้านนา ได้ พบเห็นโบราณสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองหลายแห่ง เก่าแก่ทรุดโทรมเป็นอันมาก จึงได้เป็นผู้นำในการบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ตลอดจนโบราณ สถานทั่วแผ่นดิน ล้านนามากมาย อาทิ พระบรมธาตุ วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน พระธาตุช่อแฮ จ.แพร่ ฯ ลฯ รวมวัดต่างๆ ที่ ท่านได้พลังศรัทธาจากเหล่าพุทธศาสนิกชน ทั้งกำลังกาย และกำลังทรัพย์ บูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งสิ้น ๑๐๘ วัด รวม ถึงการสร้างทางเดินขึ้นดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ได้เป็นผลสำเร็จ โดยเริ่มสร้างเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๔๗๘ โดยไม่ใช้งบ ประมาณของรัฐเลย งานชิ้นสุดท้ายของท่านคือ การ สร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิง ระหว่างบ้านริมปิง จ.ลำพูน กับ อ.หางดง จ.เชียงใหม่แต่มาแล้วเสร็จภายหลังจาก ท่านมรณภาพ

100_2278

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

          เป็นพระอริยสงฆ์รูปหนึ่ง ที่พุทธศาสนิกชนไทย ให้ความเคารพ นับถือกันทั่วประเทศ ท่านเกิดใน ตระกูลช่างตีเหล็ก เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๐ ที่บ้านนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลย บิดามารดาได้ตั้งชื่อท่านว่า “ญาณ” ซึ่งแปลว่า ปรีชา หยั่งรู้หรือความสามารถหยั่งรู้เป็นพิเศษ เมื่ออายุ ๕ ปี มารดา ป่วยหนัก ก่อนเสียชีวิตได้สั่งเสียไว้ว่า ขอให้บวชตลอดชีพ อย่าลาสิกขามา มีครอบครัว จนได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๙ ปี ที่วัดโพธิ์ชัย พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเด็กชาย ญาณ เป็นสามเณรแหวน นับแต่นั้นมา    ต่อมาได้ถูกนำไปฝากถวายเป็นลูกศิษย์ของท่านพระ อาจารย์สิงห์  ขนังตยาคโน วัดบ้านสร้างถ่อ จ.อุบลราชธานี กระทั่งอุปสมบทระหว่างศึกษาเล่าเรียนอยู่นั้น ครูอาจารย์หลายท่านได้ลาสิกขา ออกไปมีครอบครัวกัน ท่านจึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า บรรดา ครูอาจารย์เหล่านั้นล้วนออกไปเพราะ อำนาจของกามทั้งสิ้น จึงเกิด ความคิดขึ้นมาว่าการออกปฏิบัติตามป่าเขา ไม่อาลัยอาวรณ์อยู่กับ หมู่คณะ เป็นหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ครองสมณเพศได้ ตลอดชีวิต ท่านได้ตั้งสัจจาธิษฐานขออุทิศชีวิตพรหมจรรย์แด่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พร้อมออกธุดงค์ แสวงหา สัจจธรรม ตามป่าเขาต่างๆ หลายแห่ง เพื่อมุ่งหน้าไปกราบนมัสการพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี พระอาจารย์มั่น ได้กล่าวคำสอนแก่หลวงปู่ว่า “ต่อไปนี้ให้ภาวนา ความรู้ที่เรียนมาให้ เอาใส่ตู้ไว้ก่อน”เพียงคำพูดนี้เอง ทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธา และถวายตัวเป็นลูกศิษย์ ในเวลาต่อมา

100_2276

Northern Region Monk’s Living Quarters

          This is the home to the wax statues of the highly respected monks “Luangpu Wan Sujinno” and Guru Ba Srivijaya Siriwishyo.Guru Ba Srivijaya Sirivichyo Wat Bang Pang, Lee District, Lamphun Guru Ba Srivijaya was regarded as the ideal “Saint” of Thai Lanna. “Fuan” or “In-Fuan” was his former name since there was heavy rain and thunder during the time he was born on June 11, 1878 at Pang Village, Mae Tuen Sub-district, Lee District, Lamphun. He was ordained as a novice at the age of 18 and then became monk in 1898 at Wat Ban Hong Luang, Bang Hong District, Lampoon. While in the monkshood, he was given the Buddhist name “Siri Vichyo Phikhu” and learnt spiritual contemplation with Phra Guru Ba U-Pala at Wat Doi Kae, Mae Tha District, Lamphun.

          Guru Ba Srivijaya was very stringent in his practice of Buddhism. This made Thai Buddhists very devoted to him and they had strong faith in him until they were inspired to build a special road up to Doi Suthep, Chiang Mai, in his honor. The special road was first started on November 9, 1934 and finished on April 30, 1935.

          He was also the main force in rearranging the Thai Lanna Tripitaka (book of holy scriptures) and took part in the development and renovation of many temples. It is not surprising that he is called the “Saint” of Thai Lanna or “Phra Guru Ba Sri Dhamma Chao” as he noticeably did many things beneficial to Buddhism.

Luangpu Wan Sujinno

Wat Doi Mae Pang, Phrao District, Chiang Mai

          Luangpu Wan Sujinno was regarded as “Phra Ariyasong”, an enlightened one. He was born on January 16, 1887 at Ban Pong District, Muang District, Loei. His mother faced a severe illness when Luangpu Wan was only 5 years old. Before she died, she asked him to live his whole life as a monk. He was ordained as a novice at the age of 9 at Wat Pho Ban Pong, Loei Province, and then moved to Wat Sang Tho Nok, Ubon Ratchathani Province, to study Buddhism. He then became a full monk and lived at the temple until he was 20 years old.

          Luangpu Wan traveled to Sakon Nakhon Province in the Northeastern part of Thailand to be a disciple of Phra Arjarn Man Phurithat Toh before moving to Wat Phra Boromniwas in Bangkok to meet with Phra U Ba Lee Khu Nuu Pa Jarn (Siri Chantho), who once learnt Dhamma under the Venerable Phra Arjarn Man Phurithat To. He was also the monk that Phra Arjarn Man Phurithat Toh had praised and admired about his good morality and Dhamma. Then, Luangpu Wan returned to the north on a pilgrimage during the lunar month in 1962 and stayed to live at Wat Doi Mae Pang. He passed away on July 2, 1985, when he was 98 years old. He had lived his life as a monk for 78 years.

กุฏิพระสงฆ์ภาคอีสาน

100_2262

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร

          กำเนิดในสกุล แก่นแก้ว เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๓ ที่บ้านคำบง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เมื่อ วัยเด็กเป็นผู้มีสติปัญญาดี ว่านอนสอนง่าย ได้เรียน อักขรสมัยในสำนักของอาคือ เรียนอักษรไทยน้อย อักษรไทย อักษรธรรมและอักษรขอม อ่าน เขียนได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีความทรงจำและขยันหมั่นเพียรของการเล่าเรียนศึกษา ท่านบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๕ ปี ที่วัดบ้าน คำบง แต่เพียง ๒ ปี ท่านก็จำเป็นต้องลาสิกขาเพื่อไปช่วย การงานทางบ้าน แต่ยังคิดที่จะบวชอยู่เสมอ พออายุได้ ๒๒ ปี ท่านจึงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุและได้เข้าฝึก ปฏิบัติธรรม ในสำนักวิปัสสนา กับท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล พระอาจารย์ ทางวิปัสสนากรรมฐานชื่อดังของ ภาคอีสาน และเข้ามาศึกษา สดับธรรมเทศนากับ ท่าน เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) แล้วออก แสวงหาวิเวกในถิ่นต่างๆ ทั้งในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน จนได้รับความรู้แจ่มแจ้งในพระธรรมวินัย สิ้นความสงสัย และได้นำมาสงเคราะห์ อบรมสั่งสอนสมถ วิปัสสนา แก่สหธรรมิกและอุบาสกอุบาสิกา มีผู้เลื่อมใส ในธรรมปฏิบัติ ตามถิ่นต่างๆ ที่พอใจปฏิบัติ ศิษยานุศิษย์ ของท่านได้มีแพร่กระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศมาก ขึ้นไปโดยลำดับ ท่านถือธุดงควัตร๔ ประการอย่างเคร่งครัด คือ หนึ่ง… ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุล นับแต ่วันอุปสมบทมาตราบจน กระทั่ง ถึงวัยชรา จึงได้ผ่อนให้คหบดี จีวรบ้าง เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธานำมาถวาย สอง… เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็นนิตย์ แม้อาพาธ ในละแวกบ้าน ไม่ได้ก็บิณฑบาตในเขตวัด สาม… ถือฉันในบาตรเป็นนิตย์ สี่…ฉันหนเดียวเป็นนิตย์ แม้ช่วงอาพาธหนักก็มิได้เลิกละ ส่วนธุดงควัตรข้ออื่นถือปฏิบัติ เป็นครั้งคราว หลวงปู่มั่นเป็นพระปฏิบัติที่มีชื่อเสียงและผู้คนศรัทธานับถือทั้งประเทศ มีศิษยานุศิษย์ที่เป็นพระเถระ ซึ่งเป็น ที่เคารพของผู้คนอาทิเช่น หลวงปู่ดุลย์ อตฺโล, หลวงปู่ แหวน สุจิณโณ,หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น ธรรมโอวาท อันเป็นคติที่ท่านกล่าวอยู่บ่อยๆ ที่เป็นหลักวินิจฉัยความดี ที่ทำด้วยกาย วาจา ใจแก่ศิษยานุศิษย์คือ ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นนับว่าเลิศ, ได้สมบัติทั้งปวง ไม่ประเสริฐเท่าได้ตน เพราะตัวตน เป็นที่เกิดแห่ง สมบัติทั้งปวง ฯลฯ

100_2265

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

          นามเดิมว่า เหรียญ ใจขาน เกิดเมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๕ ที่ ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เมื่ออายุ ๒๐ ปี ก็มีความปรารถนาจะออกบวช โดย พิจารณาเห็นว่า ชีวิตนี้ เกิดมาแล้ว ทำงานไม่รู้จักจบสิ้น ตายแล้วก็ไม่ได้อะไรติดตัวไป โลกนี้มีทั้งสุขและทุกข์ แต่ความสุขที่ว่านี้ เป็นความสุขชั่วคราว ที่ไม่ยั่งยืน มัน เป็นเพียงเหยื่อล่อ ให้คนเราติดอยู่ในทุกเท่านั้น คนเรา เกิดแล้วก็ต้องตายด้วยกันทุกคน ร่างกายนี้เมื่อจิตละ ไปแล้ว ก็ต้องแตกสลายออกจากกัน ไม่มีอะไรเป็นชิ้น เป็นอันเลย เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว ท่านจึงไปบอกแก่ บิดามารดาเพื่อขอลาออกบวช เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ท่านก็ได้บวช ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่วัดบ้านหงษ์ทอง อ.ท่าบอ จ.หนองคาย โดยมีท่านพระครูวาปีดิฐวัตร เป็นพระอุปัชฌาย์ บวช แล้วจึงกลับมาอยู่วัดโพธิ์ชัย ที่บ้านเกิด พร้อมศึกษา ธรรมะปฏิบัติ ในขณะเดียวกัน ก็เผชิญกิเลสที่เข้ามา ดังเป็นบททดสอบจิตใจของท่าน จนคิดจะลาลิกขาอยู่หลายครั้งหลายหน แต่ท่านก็เอาชนะสิ่งเหล่านั้นมาได้ ท่านตั้งใจ บำเพ็ญเพียงอย่างจริงจัง ไม่นอนกลางวัน เมื่อค่ำลง ก็ทำความเพียรจนถึง 4 ทุ่ม จึงจำวัด พอถึง ตี 2 ก็ลุกขึ้นทำ ความเพียรต่อจนถึงสว่าง ท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่าง เต็มเปี่ยม ท่านตั้งใจบำเพ็ญเพียรและธุดงค์ไปตาม สถานที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน พบ ครูบาอาจารย์ที่ให้คำสั่งสอน ที่ดีมากมาย ครั้งหนึ่งท่าน มีความปรารถนาจะเดินทางไปพบ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เพื่อฟังธรรมโอวาทจาก ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อได้ฟังคำสั่งสอนของพระอาจารย์มั่นแล้ว ยิ่งเกิด ความศรัทธาเลื่อมใสอย่างแรงกล้า จึงได้ออกติดตาม ธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือกับพระอาจารย์เป็นเวลานาน ในขณะเดียวกันนั้นก็ได้พบกับครูบาอาจารย์หลายท่าน เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ หลวงปู่สิม ฯลฯ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ได้ละ สังขารไป เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘ เมื่ออายุ ได้ ๙๓ ปี

100_2264

Northeastern Region Monk’s Living Quarters

Phra Arjarn Mun Phurithatto Wat Pa Suthavas, Sakon Nakhon

          He was born into the “Kaen Kaeo” family on January 20, 1870 at Baan Khambong, Khong Jeam District, Ubon Ratchathani, a province in northeastern Thailand. First ordained as a novice monk when he was 15 at Wat Khambong, he later had to leave the temple to help his family’s business. But when he turned 22, he was ordained as a monk again and learned Dhamma, meditation, and spiritual contemplation with Phra Arjarn Sao Kantasrilo, one of the most renowned and respected monks in the northeastern region who specialized in meditation and contemplation.

          Phra Arjarn Mun Phurithatto is one of the most highly respected monks of the country. His disciples who are well known to most Thai people include Luangpu Dul Atalo, Luangpu Wan Sujinno, and Luangpu Fun Arjaro.

          Phra Arjarn Mun Phurithatto was dubbed by his student as “Arjarn Yai”, meaning the head teacher or guru. Incomparably, Phra Arjarn Mun Phurithatto is the ideal prototype of a good monk who provided solace for Thai people whenever they faced problems or trouble in life. He lived his life as a monk for 56 years and passed away at the age of 79 on November 11, 1949 at Wat Pa Sutthavas.

Luangpu Rhean Woralapho Wat Arunbanphot, Sri Chiang Mai, Nong Khai

          He was born on January 8, 1912 at Baan Mho, Sri Chiang Mai, Nong Khai, a province in northeastern Thailand. His former name was Rhean Jaikhan Samanasak. He bid goodbye to his parents and was ordained as a monk on January 1932 when he was 20 years old. He lived as a monk at Wat Baan Hong Thong, Tha Bo District, Nong Khai.

          Luangpu Rhean Woraphapho had a very profound faith in Buddhism. He traveled to many places in the north, south, and Isaan region to practice meditation. He also met with many gurus such as Phra Arjarn Mun Phurithatto and Luangpu Tes Tesrangsi. Luangpu Rhean Woralapho ardently adopted their suggestions and advice about Buddhism. He also preached and helped disseminate Dhamma to general Thai Buddhists until he passed away at the age of 93.

กุฏิพระสงฆ์ภาคใต้

100_2280

พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ (หลวงปู่ทวด) วัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี

          จากหนังสือและเอกสารอ้างอิงทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ๔ ปี มะโรง พุทธศักราช ๒๑๒๕ ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระ (สทิงพระ) ในครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตเป็นกุศล ยึดมั่นใน ศีลธรรม ในช่วงปลายรัชสมัย ของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุง ศรีอยุธยา เมื่ออายุได้ ๗ ขวบ บิดามารดาพาไปฝากกับท่าน สมภารจวง วัดดีหลวง เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือ ครั้นอายุได้ ๑๕ ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณร ต่อ มาได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระขินแสน ที่วัดสีหยัง(สีคูยัง) เมื่ออายุครบอุปสมบท จึงได้เดินทาง ไปศึกษาต่อที่เมืองนครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายา ว่า “ราโม ธมฺมิโก” แต่คนทั่วไป เรียกท่านว่า “เจ้าสามีราม” หรือ “เจ้าสามีราโม” ท่านศึกษา หาความรู้อยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นอีกหลาย วัดภายใน เมืองนครศรีธรรมราช จากนั้นจึงโดยสารเรือสำเภามาศึกษาต่อที่กรุงศรีอยุธยา พำนัก อยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่วัด ลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จ พระสังฆราช จนเชี่ยวชาญ จึงทูลลาไปจำพรรษา ที่วัดราชานุวาส สมเด็จพระเอกาทศรถทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมณศักดิ์ให้เป็น “สมเด็จพระราช มุนีสามีรามคุณูปมาจารย์” เมื่อครั้งสามารถถอด ปริศนาธรรม ที่พระเจ้าแผ่นดินแห่งเมืองลังกา ส่ง มาท้าประลองดั่งการรบด้วยสติปัญญาหลังศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดราชานุวาสเป็น เวลาหลายปี ท่านก็ได้ออกธุองค์โดยมีจุดหมายเพื่อ กลับถิ่นฐานที่ภาคใต้ ระหว่างเส้นทางก็เผยแพร่ ธรรมะไปด้วยในขณะเดียวกัน ที่ไหนมีผู้เจ็บป่วยก็ ทำการรักษาให้ เมื่อท่านธุดงค์มาถึงวัดพัทธสิงห์ บรรพตพะโคะ ซึ่งมีสภาพเสื่อมโทรมเหมือนวัดร้าง เนื่องจากถูกข้าศึกทำลาย ท่านกับอาจารย์จวง จึง คิดจะบูรณะปฏิสังขรณ์ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรง ทราบ ทรงยินดี และ อนุโมทนา เป็นอย่างยิ่ง โปรดให้ นายช่างผู้ชำนาญ ๕๐๐ คน และทรงพระราชทาน สิ่งของและเงินตรา เพื่อการนี้ เป็นจำนวนมาก ใช้ เวลา ๓ ปี จึงแล้วเสร็จ ประชาชนพร้อมกันถวาย นามท่านว่า “สมเด็จเจ้าพะโคะ” และเรียกชื่อวัด พัทธสิงห์บรรพตพะโคะว่า “วัดพะโคะ” มาจนบัดนี้ พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ ทรงเป็นผู้ทรงศีล และปัญญา ญาณอันล้ำเลิศ ไม่ว่าท่านจะไปพำนักอยู่ สถานที่ใด ที่นั่นก็จะเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ไม่ว่าท่านจะ จาริกไป ณ ที่ใด ก็จะ มีคนกราบไหว้ฟังธรรม หลักการปฏิบัติของท่านคือ ช่วยเหลือและเผยแพร่ธรรมะ ให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ใน พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ตลอดไป

100_2282

พระครูวิสัยโสภณ (พระอาจารย์ทิม ธัมมธโร) วัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี

          เดิมชื่อนายทิม พรหมประดู่ เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๕ ที่บ้านนาประดู่ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เป็นบุตรของนายอินทอง กับ นางนุ่ม พรหม ประดู่ เมื่ออายุได้ ๙ ขวบ บิดามารดาได้ฝากให้อยู่กับ พระครูภัทรกรณ์โกวิท ซึ่งขณะนั้นยังเป็น พระแดง ธัมมโชโต เจ้าอาวาสวัดนาประดู่ ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน เพื่อ จะได้เรียนหนังสือ เมื่ออายุ ๑๘ ปี ได้บวช เป็นสามเณร จากนั้นก็สึกออกมาช่วยบิดามารดาทำนา จนอายุได้ ๒๐ ปี จึงบวชเป็นพระภิกษุที่วัดนาประดู่ จำพรรษาอยู่ ๒ พรรษา แล้วจึงย้ายไปอยู่ที่วัดมุจลิน ทวาปีวิหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อศึกษาพระปริยัติ ธรรม ในปี พ.ศ.๒๔๘๔ ได้ย้ายไปเป็น เจ้าอาวาสที่วัด ราษฎร์บูรณะ(วัดช้างไห้) ซึ่งตอนแรกก็ยังคงไปๆ มาๆ ระหว่างวัดช้างไห้กับวัดนาประดู่ เพราะท่านยังคง เป็นครู สอน พระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดนาประดู่ด้วย ช่วงที่เกิด สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทหารญี่ปุ่นยกพล ขึ้นบกที่ปัตตานี กองทหาร และ สัมภาระ ต่างๆ ได้ถูก บรรทุกโดยรถไฟสายใต้ จากหาดใหญ่ไปสุไหงโก – ลก ผ่านหน้าวัดช้างไห้ วันละหลายเที่ยวหลาย ขบวน ชาว บ้านในละแวกนั้นต่างหวาดผวากับภัยสงคราม เสีย ขวัญและกำลังใจกันเป็นอย่างมาก ต้องรับภาระหนัก คือ ต้องจัดหาอาหารและที่พักแก่ผู้ที่เดินทางผ่านวัด ไม่เว้นแต่ละวัน นับว่าท่านเป็นพระผู้ทรงความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แก่คนทั่วไป เป็นอย่างยิ่ง เมื่อท่านไปอยู่ที่วัดช้างไห้ใหม่ๆ นั้น วัดอยู่ในสภาพที่ ถูกทิ้งร้างทรุดโทรม ท่านได้ริเริ่มตกแต่งสถูปที่บรรจุ อัฐิหลวง ปู่ทวด ให้เป็นที่น่าเคารพบูชา ท่านได้ดำริที่จะ สร้างพระอุโบสถพร้อมบูรณะปรับปรังบริเวณวัดให้ดี กว่าเดิม ท่านจึงได้ร่วม จัดสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวด ซึ่งในครั้งนั้นได้ปัจจัยจากผู้มีจิตศรัทธาเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งพระอาจารย์ทิม ได้เงินจำนวน นั้นมา ใช้สำเร็จตาม ความประสงค์ ท่านเป็นผู้รื้อฟื้นประวัติของพระราชมุนีสามีรามคุณู ปมาจารย์ หรือหลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เจ้า อาวาสองค์แรกของวัดช้างไห้ ให้เป็นที่รู้จักของพุทธ ศาสนิกชนทั่วไป พระอาจารย์ทิมเป็นผู้มีจิตเมตตาเคร่งครัดในพระธรรมวินัย แม้คนต่างชาติต่างภาษา ยังให้ความเคารพศรัทธา ท่านอาพาธด้วยโรคมะเร็งที่หลอดอาหาร กระทั่ง มรณภาพเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิ กายน พ.ศ.๒๕๑๒ แต่สิ่งที่ท่านได้สร้างไว้ ล้วนเป็นสิ่งที่บอกได้ถึงความ มุมานะและความพยายาม ที่จะทะนุบำรุงพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรืองสืบเนื่องต่อไป

100_2285

Southern Region Monk’s Living Quarters

Phra Ratchamunee Sameeram Khunupamajarn (Luangpu Thuad) Wat Chang Hai, Pattani

          According to the history gazette, he was born in 1582 at Suan Jan Village, Sathing Phra City. The time was the late era of King Phra Maha Dhamma Racha of the Ayuthaya period. The exact time when he was first ordained is not indicated. He had the Buddhist name “Ramo Dhammamiko”, but usually people called him “Chao Sameeram” or “Chao Sameeramo.”

          He studied at many temples and sacred places before eventually journeying by boat to further his studies at the capital of the Ayuthaya Kingdom. He stayed at Wat Kae and studied at Wat Lumpini Nawad and then stayed at the temple of Somdej Phra Sangkharaj (His Holy Highness the Supreme Patriarch). When he was dexterous enough in Dhamma and Buddhism, he journeyed to Wat Rachanuwad to practice Dhamma during the Khao Phansa or rains retreat period.

          The King Somdej Phra Ekathossarod promoted and appointed him as “Somdej Phra Rachamunee Sameeram Khunupamajarn” when he took the gauntlet from abroad and won in the competition of Buddha Riddles and Script Decoding. He also journeyed in many places to spread Dhamma and preach to people. Wherever he stayed, that site would be the centre of Buddhism for people of all classes to learn.

Phra Guru Visaisophon (Phra Arjarn Tim Dhamma Tharo) Wat Chang Hai, Pattani

          Phra Arjarn Tim Dhamma Tharo, formerly known as Thim Phompradu, was born on August 21, 1912 at Baan Na Pradu, Khok Pho District, Pattani. He was ordained as a novice at the age of 18 before defrocking himself to help his parents on their farm.

          When he was 20, he was ordained as a monk at Wat Na Pradu and stayed there for two years before moving to Wat Mudjalin Thawapee Vihan to study Buddhist scripture and Dhamma. In 1941, he became abbot of the ancient Wat Rat Burana (Wat Chang Hai). The temple was very old and had been left unattended for so long he had to wholly redevelop and renovate all the facilities of the temple so that it would be more convenient for people to go there to make merit. He had to journey to and fro between Wat Chang Hai and Wat Pradu at the time since he was a monk student and at the same time he was also abbot.

          Phra Arjarn Tim Dhamma Tharo kept to the Buddhist path very stringently and was revered by both Thai Buddhists and foreigners. He eventually succumbed to digestive tract cancer and peacefully passed away on November 30, 1969.

หอสวดมนต์

100_2286

          หอสวดมนต์ เป็นที่ประดิษฐานของพระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงทั้ง 5 ภาคในประเทศไทย จัดแสดงคล้ายกับว่ามาทำการประชุมสงฆ์พร้อมกัน ซึ่งประกอบด้วย

100_2288

100_2291

100_2292

100_2293

          1. หลวงพ่อเงิน    พุทธโชติ       วัดบางคลาน    จ. พิจิตร (องค์กลาง)
          2. หลวงพ่อทองคำ (พระเมตตาวิหารคุณ) วัดบึงบา จ. ปทุมธานี  (องค์ในด้านขวามือของเรา)
          3. หลวงปู่สุภา     กันตสีโล         วัดสิลสุภาราม   จ.ภูเก็ต (องค์นอกด้านขวามือของเรา)
          4. หลวงปู่ทิม      อิสริโก            วัดระหารไร่      จ.ระยอง (องค์ในด้านซ้ายมือของเรา)
          5. หลวงปู่คำพัน  โฆสปัญโญ     วัดธาตุมหาชัย  จ.นครพนม (องค์นอกด้านซ้ายมือของเรา)

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s